Blog

อาทิตย์ก่อนมีโอกาสเดินทางไปจังหวัด น่าน ได้ไปเห็น เขาหัวโล้น กับตา เห็นแล้วรู้สึกใจหาย..มันแย่เหมือนในรูปที่เราเห็นกันตาม Social Media จริงๆ นอกจากนั้นยังได้มีโอกาสนั่งคุยกับพ่อค้าข้าวโพดระดับแถวหน้าของน่านผู้ซึ่งตกเป็น จำเลยสังคม ผู้ที่สังคมตัดสินให้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำลายป่า น่าน..เขาหัวโล้น..จำเลยสังคม กับอีกมุมมอง ที่ไม่มีที่ไหนนำเสนอ…มุมมองของจำเลยสังคม

เส้นทางของผมที่ได้ผ่านและเห็น เขาหัวโล้น คือเส้นทางจากตัวเมืองน่าน ผ่านปัว ไปออกชายแดนไทย-ลาวที่ ห๋วยโก๋น ซึ่งช่วงระยะทางประมาณ 50-60 กิโลเมตรก่อนจะถึงชายแดนเป็นบริเวณที่มีการถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดกันเป็นอย่างมาก..มากจนน่าใจหายจริงๆ เพราะตลอดระยะทางดังกล่าวผมได้เห็นแต่…

เขาหัวโล้น..เขาหัวโล้น..เขาหัวโล้น..และเขาหัวโล้น

เขาหัวโล้น เมืองน่าน

ขอบคุณภาพจาก : www.luckyonegroup.net

เอาละ..ขอไม่พูดถึงความรุนแรงของมัน เพราะมีคนนำเสนอมันเยอะแล้ว และผมก็เห็นด้วยว่ามันเลวร้ายจริงๆ

ในความคิดผม..น่านยังเป็นจังหวัดที่น่าไปเที่ยว ยังมีความเป็นน่าน มีธรรมชาติ มีสถานที่สวยงามมากมาย และผมยืนยันว่าคนน่าน “น่ารักมาก”

เรามาฟังมุมมองอีกมุมหนึ่งจากกลุ่มพ่อค้าข้าวโพดระดับบิ๊กๆ ของจังหวัดน่าน เค้าเรียกตัวเองว่า “จำเลยสังคม” เพราะกำลังถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มนายทุนที่สนับสนุนการทำลายป่านั่นเอง

ขอย้ำนะครับว่านี่เป็นเพียง “มุมมอง” ของกลุ่มพ่อค้าข้าวโพด  ซึ่งเป็นมุมมองที่ไม่มีใครนำเสนอเพราะเป็นมุมมองของจำเลย มุมมองที่ “ตรงข้าม” กับกระแสของสังคม

ข้าวโพด..สาเหตุแห่งการบุกรุกป่า

ข้าวโพดที่ชาวไร่ปลูกกันมีอยู่สองประเภทคือ “ข้าวโพดนา” คือข้าวโพดที่ปลูกกันบนพื้นที่ราบหรือนาปกตินั่นเอง ในอดีตความต้องการข้าวโพดยังไม่ได้มากขนาดทุกวันนี้ การปลูกข้าวโพดจึงมีแต่ในนา ต่อมาความต้องการมากขึ้น ชาวบ้านจึงเกิดการบุกรุกและถางป่าตามภูเขาเพื่อปลูก “ข้าวโพดดอย” สร้างรายได้ให้กับตัวเอง การกีดกันไม่ซื้อข้าวโพดดอยทำได้ยากเพราะลักษณะและคุณภาพของข้าวโพดทั้งสองชนิดไม่ต่างกัน

ทำไมความต้องการข้าวโพดจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักในการเลี้ยงปศุสัตว์เช่นหมู ไก่ วัว เป็นต้น ซึ่งปริมาณความต้องการข้าวโพดของปศุสัตว์ในประเทศไทยประจำปี 2559 อยุ่ที่ประมาณ 8 ล้านตัน (หรือ 8,000,000,000 กิโลกรัม) เมื่อปี 2551 ปริมาณความต้องการอยู่ที่เพียง 4 ล้านตัน แปลว่าในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ความต้องการข้าวโพดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านั่นเอง (นี่ยังไม่ได้นับส่วนของการส่งออกอีกนะ) เพราะปริมาณปศุสัตว์มีจะนวนมากขึ้น

แน่นอน..พื้นที่เพาะปลูกก็ต้องเพิ่มเป็น 2 เท่าไปด้วย และเมื่อพื้นราบมันไม่มีที่ให้ปลูกกันแล้ว  แล้วจะไปปลูกที่ไหนได้ล่ะ?

ก็..ป่าและเขาไง

พ่อค้าข้าวโพดเป็นผู้สนับสนุนการบุกรุกป่าจริงหรือไม่?

ถ้าถามว่ามีการบุกรุกป่าอย่างรุนแรงจริงหรือไม่? คำตอบคือ..จริง  ถึงจะรุนแรงแต่น่านยังเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุดในประเทศไทยคือคิดเป็น 61% ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดน่าน

อย่างไรก็ตาม..กลุ่มพ่อค้าเหล่านี้ยืนยันว่าไม่เคยสนับสนุน (แต่ก็ไม่เคยห้าม..อันนี้ผมคิดเอาเอง) ให้ชาวไร่ไปบุกรุกป่า

รายหนึ่งบอกว่า “ทุกคนรู้ดีถึงผลเสียจากการไม่มีป่า ที่ชัดเจนที่สุดก็คือภัยแล้งกับนำ้ท่วม…ตอนน้ำท่วมเมื่อปี 54 บ้านผมอยู่ในตัวเมืองน่าน จังหวัดผมท่วมก่อนใครในประเทศไทย ทั้งบ้าน ทั้งสินค้าต่างๆ ในโกดังก็โดนน้ำท่วมเสียหายรวมๆ 20-30 ล้านบาท ปีอื่นๆ เค้าไม่ท่วมกันแต่บ้านผมก็ท่วม แล้วผมจะไปสนับสนุนให้เค้ามาทำลายตัวผมเองทำไม?”

กับนโยบายแก้ปัญหาด้วยการห้ามปลูกข้าวโพด

การลดปริมาณการปลูกข้าวโพดไม่ช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างใด ซ้ำร้ายผลเสียตามมาอีกมากมาย ตลาดข้าวโพดวันนี้เฉพาะใช้ในประเทศ มีมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านบาท เมื่อความต้องการยังมีอยู่ เพราะหมู ไก่ มันต้องกินแต่ข้าวโพดมีปริมาณไม่มากพอ ราคาก็จะขยับขึ้น อาหารสัตว์ก็ราคาแพงขึ้น เนื้อหมู เนื้อไก่ก็จะมีราคาที่แพงขึ้นตามไปด้วย และแน่นอนเราต้องนำเข้าอีกไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แทนที่จะได้เงินจากการส่งออกกลับต้องมาเสียเงินเพื่อนำเข้าแทน

แล้วควรจะแก้ปัญหายังไงดี

ด้วยหลักการ..ผู้บุกรุกต้องได้รับการลงโทษ แต่รัฐบาลจะดำเนินการกับชาวไร่ชาวหน้าได้จริงหรือไม่คืออีกเรื่องหนึ่ง พื้นที่ป่าสงวนที่ถูกบุกรุกควรให้หยุดทำไร่ทันทีแล้วหันมาปลูกป่าทดแทนกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พวกเราก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว

ในส่วนป่าที่สามารถผ่อนผันได้ ทางรัฐน่าจะมาจัดสรรอย่างเป็นระบบและยุติธรรม แล้วจะให้ชาวไร่มาเช่าเพื่อเพาะปลูกก็ได้ เพราะการที่จะไปห้ามทั้งหมดก็จะมีผลเสียและเกิดผลกระทบมากมาย

ส่วนการส่งเสริมให้ปลูกพืชอย่างอื่นที่ไม่ใช่ข้าวโพดยิ่งไปกันใหญ่ ปัญหารุกป่าก็ไม่ได้แก้ แถมยังเกิดปัญหาข้าวโพดขาดแคลนอีก

นี่คือความเห็นของพ่อค้าข้าวโพด..จำเลยสังคม

ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร..ก็คงต้องรอดูกันต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม (จาก http://www.luckyonegroup.net)

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2558 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ปัญหาเขาหัวโล้นที่ถูกบุกรุกกว่า 8.6 ล้านไร่ ในพื้นที่ต้นน้ำ 13 จังหวัด แบ่งเป็นภาคเหนือ 12 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ น่าน เชียงราย ตาก แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ ลำปาง ลำพูน และจ.เลย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวอีกว่า ขณะที่จำนวนผู้บุกรุกใน 13 จังหวัด พบว่ามีอยู่ประมาณ 1 แสนคน โดยร้อยละ 80 เป็นชาวไทยบนพื้นที่สูง ร้อยละ 10 เป็นชาวไทยพื้นที่ราบ และอีกร้อยละ 10 เป็นกลุ่มนายทุน โดยพื้นที่ที่ถูกบุกรุก ถูกนำไปทำการเกษตร อาทิ ข้าวโพด ร้อยละ 60 ยางพารา ร้อยละ 30 ส่วนอีกร้อยละ 10 เป็นพืชอื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง กะหล่ำปลี โดยการดำเนินการจัดการป่าต้นน้ำนั้น จะพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวไทยบนพื้นที่สูงไม่น้อยกว่า 800,000 คน โดยสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานต่างๆให้รับรู้ถึง





Leave a Reply