Blog

เว็บไซต์หลายๆ แห่งที่มีการออกแบบที่สวยงาม แต่กลับไม่ค่อยมีคนเข้าเท่าไรนัก แน่นอนคอนเทนต์ที่ดีย่อมมีผลต่อจำนวนคนที่เข้าเว็บ การใช้งานที่ง่ายและรวดเร็วก็มีผลเช่นเดียวกัน และยังมีอีกหลายๆ ปัจจัยที่ล้วนมีผลต่อการเข้าชมและกลับมายังเว็บไซต์อีกครั้ง ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า “ประสบการณ์ในการใช้งาน” หรือ “User Experience” หรือ “UX” นั่นเอง ดังนั้น UX จึงเป็นตัวกำหนดชะตาของเว็บไซต์ได้เลยทีเดียว

อาจมีหลายๆ คนที่ยังคงสับสนระหว่าง UI (User Interface) กับ UX (User Experience) ขออธิบายดังนี้

UI นั้นเป็นส่วนของการออกแบบและรูปร่างหน้าตาหรือที่เรียกว่า “Look and Feel” ของเว็บไซต์ เช่น เมนู สีสรร ตัวอักษร การจัดวาง และความสวยงาม เป็นต้น ในขณะที่ UX คือประสบการณ์ในการเข้ามาใช้งานของลูกค้า (หรือผู้เยี่ยมชมและสมาชิกของเว็บไซต์) เช่นเข้ามาแล้วชอบเนื้อหาของเว็บ การใช้งานที่รวดเร็ว การหาข้อมูลที่ง่าย เป็นต้น การออกแบบที่สวยงามอาจจะให้ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเข้ามาเห็นแล้วต้องร้อง “ว๊าวววววว”

แต่เว็บไซต์ไม่ใช่ผู้หญิงครับ ที่ความสวยงามจะรับประกันได้ว่าคนเห็นแล้วจะต้องชอบ นั่นอาจจะเป็นได้ว่าในความสวยงามนั้นต้องโหลดข้อมูลมากมาย จึงทำให้ทำงานได้ช้า จนรู้สึกนานเกินไปและไม่อยากรออีกต่อไป

สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ได้ว่า UI เป็นเรื่องของหน้าตาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ UX นั่นเอง

ดังนั้นในการออกแบบเว็บไซต์อย่างมุ่งประเด็นไปที่ UI เพียงอย่างเดียวแต่ต้องดู UX ในภาพรวมด้วย

6 วิธีง่ายๆ เพิ่ม UX ให้เว็บไซต์

 

ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึง Content ว่าจะต้องดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ เราสมมุติว่า Content หรือเนื้อหาของเว็บดีอยู่แล้วละกัน เราจะใช้วิธีง่ายๆ ในการปรับเว็บไซต์ให้มี UX ที่ดีขึ้นเพื่อทำให้คนที่เข้ามาเว็บของเราแล้วรู้สึกดีและอยากกลับมาใช้อีก นั่นก็แปลว่าเรามีจำนวนลูกค้าหรือสมาชิกมากขึ้นนั่นเอง

1. เว็บที่โหลดอย่างรวดเร็ว

มีการทำวิจัยหาค่าเฉลี่ยของเวลาในการโหลดหน้าเว็บหนึ่งหน้า ซึ่งค่าที่ยอมรับกันได้อยู่ที่ 2.6 วินาที  ถ้าหน้าไหนบนเว็บของคุณใช้เวลาโหลดนานกว่านี้..นั่นคือสัญญาณอันตรายครับ  ทุกวันนี้จึงไม่ต้องแปลกใจกันเลยว่าทำไมเว็บไซต์มากมายหันมาใช้ปรัชญาการออกแบบที่เรียกว่า “Clean and Simple” คือแบบง่ายๆ สบายตานั่นเอง

Flat design example

Dunked.com ตัวอย่างการออกแบบเว็บไซต์ Clean and Simple

ดูตัวอย่าง เว็บไซต์ที่ใช้ Clean and Simple เพิ่มเติม

แต่ถ้าคุณไม่อยากเปลี่ยน Design ของเว็บมาเป็นแบบ Clean and Simple (บางทีก็เรียกว่า Minimalist) ก็ลองดูว่าบนเว็บของคุณมีอะไรที่มีขนาดไฟล์ใหญ่เช่นรูปต่างๆ ก็ลดขนาดมันลงมา หรือมีอะไรที่ใช้เวลาในการโหลดนานและกินทรัพยากรของเครื่องมากเช่น Flash ก็ลองปรับเป็นใช้อย่างอื่นเช่น html5 แทนดูครับ

2. รองรับ Mobile Device

ในปัจจุบันนี้การใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่าน Smartphone และ Tablet มีปริมาณมากถึง 40% ของปริมาณการใช้งานอินเตอร์เน็ตทั้งหมด และคาดการณ์ว่าภายในปี 2020 จะมีปริมาณมากกว่าการใช้งานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป ดังนั้นเว็บไซต์ของคุณจำเป็นต้องรองรับการใช้งานจากอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย มันไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องสร้าง Mobile Application ขึ้นมาแต่อย่างใด เพราะคุณสามารถทำ Responsive Website ได้

Responsive Website ก็คือเว็บไซต์ที่สามารถปรับหน้าตาของตัวเองให้เหมาะสมกับปุปกรณ์ที่เข้ามาใช้งานได้เอง ซึ่ง วิธีทำ Responsive Website นั้นมีหลายวิธี มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

responsive website

 ตัวอย่าง Responsive Website (ภาพจาก http://www.netkandi.co.uk)

3. มีทางให้ไปต่อเสมอ

หลายๆ ครั้งที่เราเข้าไปในหน้าลึกๆ แล้วเกิดการหลงทาง หรือเจอทางตัน ไปต่อไม่ได้ หาทางออกไม่เป็น

ณ วินาทีนั้นการมองหาเมนูหรือลิงค์ Home ก็ยังเป็นอะไรที่ยากเกินไป  แต่โลโก้ที่อยู่ด้านซ้ายบนนั้นมันเป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของนักท่องเว็บว่า

“เมื่อคลิ๊กที่โลโก้ มันจะกลับไปที่หน้า Home ของเว็บไซต์”

ดังนั้นทุกหน้าที่ด้านบนซ้ายขอให้มีโลโก้ที่พาลูกค้ากลับไปยังหน้า Home ได้ก็ช่วยได้เยอะแล้วครับ

มาถึงตรงนี้ขอเตือนอีกอย่างครับถ้าตราบใดที่การคลิ๊กแล้วเนื้อหาที่กำลังจะขึ้นมายังอยู่ภายในเว็บของคุณ

“อย่าเปิด Tab หรือ Window ใหม่เด็ดขาด”

หลายคนอาจจะนึกว่าการทำเช่นนั้นก็คือการหาทางไปต่อให้กับลูกค้า ไม่ใช่เลยครับเพราะนั่นคือการทำให้ลูกค้ารำคาญมากๆ และหลงทางไปเรื่อยๆ อีกด้วย

อ้อ…ห้ามทำ Pop-up โดยเด็ดขาดเช่นกันเพราะมันสร้างความรำคาญสุดๆ และมีแต่เว็บไซต์ที่ไม่มีคลาส เว็บลามก เว็บหลอกลวง เท่านั้นที่ใช้เทคนิคนี้

4. คงเส้นคงวา

เช่น ถ้าใช้ “อ่านเพิ่มเติม” ก็ให้ใช้ “อ่านเพิ่มเติม” ทั้งเว็บไม่ใช่มีทั้ง “ดูรายละเอียดเพิ่มเติม” “อ่านเพิ่ม” หรืออย่างอื่นปะปนกันไปในเว็บ หรือ ปุ่ม “ตกลง” กับ “ยกเลิก” ปุ่มไหนใช้สีอะไร และอยู่ข้างไหน ก็ควรเป็นแบบนั้นทุกที่บนเว็บของคุณ อย่าสลับซ้าย-ขวาเชียว เพราะจะทำให้เกิดการกดผิดโดยผู้ใช้งานเป็นประจำ หรือ การใช้สี ขนาด หรือ น้ำหนักของฟอนท์ ก็ควรจะคงเส้นคงวาด้วย เช่น ลิงค์จะเป็นสีฟ้า หัวเรื่องจะเป็นสีอะไร ฟ้อนท์อะไร ขนาดอะไร ก็ควรจะเป็นแบบนั้นเสมอ

5. เชื่อมต่อกับ facebook

หรือจะมี Social Network อื่นๆ ด้วยก็ได้ แต่ยังไงก็ต้องมี facebook เพราะ facebook นั้นมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,400 ล้านคนทั่วโลกซึ่งรวมคนไทยเข้าไปถึงกว่า 30 ล้านคน คงไม่มีเว็บไหนในประเทศไทยที่มีสมาชิกมากเท่านี้อีกแล้ว

Facebook connect

และfacebook เองก็เปิดวิธีให้เว็บไซต์เชื่อมต่อเข้าไปได้หลากหลาย เช่น

-Facebook Like คงไม่มีใครปฏิเสธว่าปุ่ม like แปลว่า facebook ดังนนั้นไม่มี..ไม่ได้

-Facebook Share เพื่อความสะดวกในการแชร์ให้เพื่อนๆ เมื่ออ่านแล้วเกิดอยากให้เพื่อนได้อ่านด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่หรือ (บางครั้งปุ่ม Facebook Like กับ Facebook Share ก็กลายเป็นปุ่มเดียวกัน)

-Facebook Login อันนี้เพื่อใช้บัญชีการใช้งานของ Facebook เพื่อเข้าใช้งานในเว็บของคุณโดยผู้ใช้งานไม่ต้องสมัครสมาชิกใหม่ อันนี้แหละครับ ..โคตร Work เลย!

เพราะการที่จะให้มากรอกข้อมูลเพื่อสมัครสมาชิกอะไร เป็นเรื่องน่าเบื่อสุดๆ เหมือนกับการไปธนาคารแล้วโดนขอบัตรประชาชนเลยทีเดียว ไม่รู้จะขอไปทำไม เห็นหน้ากันทุกวันก็ยังขอทุกวัน..ป่วยจริงๆ

หากจะให้สมัครสมาชิก ก็ขอข้อมูลให้น้อยที่สุด เท่าที่จำเป็น บางเว็บขอทุกอย่างกระทั่งรายได้ มีลูกกี่คน เจอแบบนี้… กูไม่ใช้ก็ได้วะเว็บนี้!  เอาเท่าที่จำเป็นก็พอครับ หากคุณต้องการข้อมูลอื่นเพื่อเอาไปทำการตลาด ก็มาขอเพิ่มในลักษณะ campaign พิเศษขิงรถเบนซ์อะไรก็ว่าไป ตอนนั้นเค้าคงเต็มใจที่จะให้มากกว่า

6. กฏ 3 คลิ๊ก

มันมีกฏแห่งพระเจ้าอยู่ว่า “ผู้ใช้งานจะต้องเข้าถึงสิ่งที่ต้องการภายใน 3 คลิ๊ก” ถ้าเกินกว่านั้นถือว่าไม่ผ่าน หาของยากเกินไป และทำให้ไม่อยากใช้อีก ลองดูครับว่ามีอะไรในเว็บคุณที่ต้องกดเกิน 3 คลิ๊กหรือเปล่า?  ถ้ามีอาจจะต้องพิจารณาออกแบบเมนูต่างๆ และการจัดหมวดหมู่กันใหม่ แต่ถ้ามันยากเกินไป..ลองพิจารณาสิ่งเหล่านี้ดู..เผื่อจะช่วยได้

-มีแถบ Search อยู่ทุกหน้าบนเว็บของคุณ

-การจัดเรียงแบบ F คือตาของเราจะกวาดจากด้านบนซ้ายและจากบนลงล่าง ดังนั้นอะไรที่อยู่ด้านขวาจะถูกมองเห็นน้อยกว่าด้านซ้าย และข้างบนจะเห็นบ่อยกว่าข้างล่าง เหมือนลักษณะของตัวอักษร F นั่นเอง

F layout

-การนำเสนอต่างๆ เช่น โพสที่เกี่ยวข้อง แบนเนอร์ หัวข้อแนะนำ หัวข้อยอดฮิต เป็นต้น

 

ยังมีวิธีเพิ่ม UX ให้กับเว็บไซต์อีกมากมายหลายวิธี แต่ 6 วิธีที่พูดถึงนี้อยากให้ลองไปใช้กันดูนะครับ ผมเชื่อว่า UX ของเว็บคุณจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจำนวนคนใช้งานหรือลูกค้าก็จะมากขึ้นด้วย

แล้วคุณใช้วิธีใดในการเพิ่ม UX ให้กับเว็บของคุณบ้าง?

บอกกันบ้างสิครับ

 

 





Leave a Reply