Blog

ในอดีตมนุษย์แต่ละคนมีชีวิตแค่หนึ่งชีวิตเท่านั้น แต่ในสมัยนี้มนุษย์เช่นผมและคุณ (ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่) มี 2 ชีวิตกันทุกคน  ชีวิตหนึ่งคือชีวิตจริงที่กำลังดำเนินไปอยู่ทุกวัน และอีกชีวิตหนึ่งคือ “Digital life” หรือ “ชีวิตดิจิตอล” นั่นเอง คนหลายๆ คนระลึกอยู่เสมอว่าทุกชีวิตต้องมีที่สิ้นสุด จึงได้ดำเนินการต่างๆ เตรียมไว้สำหรับวันนั้น  แล้ว ชีวิตดิจิตอลหลังความตาย ล่ะ..จะเป็นยังไง แล้วเราต้องเตรียมตัวกันยังไง?

วันก่อนผมได้รับ email จากเพื่อนคนหนึ่ง มันจะเป็นแค่ email ประเภทขยะธรรมดาที่พวกขายของแอบไปได้มาแล้วเอาไปใช้ส่งหาเพื่อนๆ ในสมุดรายชื่อของเจ้าของบัญชีนั้น แต่ทว่าชื่อที่ถูกใช้ส่งมานั้นเป็นชื่อของเพื่อนผมที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อเดือนก่อน

ตอนเห็นชื่อผู้ส่งทีแรกผมก็ตกใจว่า..

“ชิบหาย..โดนแล้วกู!!!”

หลังจากท่องนะโม 3 จบและทำใจกล้าอยู่อีกสักพัก เอาวะ..ยังไงก็ต้องเปิดอ่านดู  พอได้เห็นเนื้อหาของ email และพบว่าเป็นขยะ ผมจึงเข้าใจว่ามันถูกส่งมาได้อย่างไร

เท่านั้นยังไม่พอบน facebook ของผมก็มีการแจ้งเตือนว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนผมคนนั้น…ผมได้แต่นึกในใจว่า

 

ดีจัง..สงสัยมันได้ไปเกิดใหม่แล้ว เอ..ว่าแต่ facebook มันรู้ได้ไงวะ???

 

ชีวิตหลังความตาย (ของชีวิตจริง)  ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ว่ามีจริงหรือไม่ ถึงแม้ชีวิตของคนคนหนึ่งจะจบสิ้นไปแล้ว แต่ชีวิตดิจิตอลของคนผู้นั้นหาได้ตายตามชีวิตจริงไปไม่ เพราะชีวิตดิจิตอลยังคงสามารถดำเนินต่อไปตามปกติ เช่นหากมีใครสามารถ Log-in เข้าไปทำอะไรกับมันหรือใช้โปรแกรมบางอย่างทำธุรกรรมทางการเงินแทนเจ้าของตัวจริง มันเปรียบเสมือนกับมีวิญญาณอื่นมาเข้าสิ่งร่างดิจิตอลของคนผู้นั้นเลยทีเดียว ดังนั้น Digital Afterlife หรือ ชีวิตดิจิตอลหลังความตายมีอยู่อย่างแน่นอนดังตัวอย่างที่กรณีของเพื่อนผมเป็นต้น

Digital afterlifeDigital Afterllife เป็นสิ่งมนุษย์ดิจิตอลและมนุษย์ Generation C น้อยคนนักจะนึกถึงและวางแผนจัดการกับมัน  คุณเคยสงสัยมั๊ยว่าถ้าหากคุณตายไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับบัญชีการใช้งาน facebook, email, Social network, Apple ID, Internet Banking และอื่นๆ ของคุณ?

ในต่างประเทศมีการประเมินมูลค่าของ “ทรัพย์สิน” ในรูปแบบดิจิตอลซึ่งหมายถึง Content หรือเนื้อหาทั้งที่ผู้ใช้งานได้สร้างขึ้นและเป็นเจ้าของเช่น รูป เพลง บทความ e-book เอกสาร ชิ้นงานอื่นๆ หรือแม้แต่จำนวน like ของ Page เป็นต้น

เชื่อมั๊ยครับว่า ทรัพย์สินดิจิตอลมีมูลค่าเฉลี่ยถึง 55,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน  สิ่งเหล่านี้จะตกเป็นของใครหากเจ้าของตัวจริงตายไปแล้ว

หรือหากมีผู้ใช้งานคนหนึ่งถูกฆาตกรรม ใครจะสามารถ Log-in เข้าไปในบัญชีผู้ใช้งานนั้นและดูว่าเค้าติดต่ออะไรกับใครบ้าง เพื่อใช้ในการติดตามผู้กระทำความผิดและนำไปสู่กระบวนการทางยุติธรรม  สิ่งเหล่านี้เราไม่เคยตระหนักว่ามันคือสิ่งที่สำคัญ  ดังนั้นเราควรจะจัดการกับทรัพย์สินดิจิตอลของเราเหมือนกันทรัพย์สินทั่วๆ ไปนั่นเอง

Digital afterlife

ในต่างประเทศถ้าหากไม่มีหมายจากศาลว่าอนุญาตให้ใครสามารถ Log-in เข้าไปและจัดการบัญชีนั้นๆ ได้แล้ว จะไม่มีใครสามารถ Log-in เข้าไปในบัญชีการใช้งานนั้นได้ และแม้แต่ Google, Facebook หรือ ผู้ให้บริการนั้นๆ  ก็ไม่สามารถลบบัญชีการใช้งานหรือดาวน์โหลดข้อมูลหรือของคุณได้ ทกุสิ่งทุกอย่างของบุคลผู้นั้นก็กลายเป็นของที่ไม่มีเจ้าของ แต่ไม่สามารถเอาไปทำอะไรได้เลย ดังนั้นสิ่งที่คุณควรจะทำขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อปกป้องสิทธิและทรัพย์สินของคุณเองคือ

 

  1. เขียนพินัยกรรมที่รวมเอาทรัพย์สินดิจิตอลเข้าไปด้วย ระบุให้ชัดเจนว่าใครจะได้รับสิทธิการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้นหรือใครที่จะสามารถ Log-in เข้าไปได้ และคุณต้องการให้เค้าเข้าไปเพื่อทำอะไร ดังนั้นเมื่อเวลานั้นมาถึงทนายความหรือผู้จัดการมรดกของคุณจะได้ทำตามสิ่งที่คุณได้ระบุไว้ในพินัยกกรมได้อย่างถูกต้อง แต่นั่นหมายถึงคุณจะต้องระบุทรัพย์สินและบัญชีผู้ใช้งานทั้งหมดเอาไว้ในนั้น
  2. จัดการกับบัญชีการใช้งานแต่ละบัญชีของคุณด้วยตัวคุณเอง ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้ :
    • Google ได้ออกฟีเจอร์ชื่อ “Inactive Account Manager” ซึ่งคุณควรเข้าไปเลือกเอาไว้ว่าต้องการให้ Google ทำอะไรกับบัญชีการใช้งานของคุณเช่นให้ลบทิ้ง หรือ จะให้ใครเป็นผู้เข้าไปจัดการอะไรต่างๆ นาๆ ของบัญชีนั้น  โดย Google จะดูว่าหากบัญชีของคุณไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลยเกิน 3 เดือน Google จะพยายามติดต่อคุณ และหากเกิน 1 ปีแล้วยังไม่มีข่าวคราวของคุณ Google จะทำตามความต้องการของคุณที่ระบุไว้ใน Inactive Account Manager เช่นส่ง email ไปยังบุคคลที่คุณระบุไว้ด้วยข้อความที่คุณต้องเขียนไว้ขณะเปิดการใช้งาน Inactive Account Manager และ Google จะใส่ข้อความประเภทนี้เพิ่มเข้าไปในตอนท้ายJohn Doe (john.doe@gmail.com) instructed Google to send you this mail automatically after John stopped using his account.Sincerely,The Google Accounts Team
    • Facebook ยังไม่มีฟีเจอร์ประเภทเดียวกับ Google แต่ด้วยการงส่งบัตรประจำตัวของญาติและมรณะบัตรของผู้ตายให้ facebook ตรวจสอบ ญาติสามารถขอให้ facebook ลบบัญชีการใช้งานของผู้ตายออก หรือขอให้ Facebook ทำให้หน้าของผู้ตายกลายเป็นหน้าในความทรงจำที่เรียกว่า “Memorialized Page” โดยจะมีคำว่า “Remembering” ขึ้นต่อท้ายชื่อของผู้ตายและจะไม่ปรากฏในรายชื่อบน facebook และบริการที่เกี่ยวข้องอีกต่อไป นอกจากนั้นไม่มีใครสามารถ log-in เข้าไปได้อีกต่อไป ส่วนทุกอย่างที่อยู่บนหน้านั้นไม่ว่าจะเป็นรูป วีดีโอ แชร์ลิงค์ ข้อความ Status ต่างๆ ที่ถูกโพสไว้จะยังคงอยู่เช่นเดิม คนที่จะสามารถเข้าไปดูและเขียนคำไว้อาลัยได้นั้นจะเป็นไปตามที่เจ้าของบัญชีได้ตั้งไว้  เช่นหากตั้งไว้ว่าหน้า Profile ปกติอนุญาตให้เพื่อนเข้าดูได้เท่านั้น Memorialized Page ก็จะอนุญาตให้เพื่อนเข้าได้เช่นกัน
    • Twitter และ LinkedIn จะทำการลบบัญชีผู้ใช้งานออกหลังจากได้รับและตรวจสอบบัตรประจำตัวและมรณะบัตรของผู้ตาย
    • iTunes เนื่องจากเพลง ภาพยนตร์ หนังสือ และ APP มีมูลค่าและมีลิขสิทธิ์จึงไม่สามารถโอนต่อไปให้ผู้อื่นได้ อย่างไรก็ตาม iTunes จะยังคงสภาพของบัญชีผู้ใช้งานนั้นไว้ ดังนั้นถ้าคุณได้ให้ Apple ID กับ Password กับผู้ใดไป ผู้นั้นก็สามารถเข้าไปใช้งานได้

จะเห็นได้ว่าแม้แต่ผู้ให้บริการขนาดยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Facebook, iTunes ก็ยังมีมาตราการที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้เพราะกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจนไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในโลกใบนี้ก็ตาม  ผู้ให้บริการแต่ละรายก็เลยพยายามทำในสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้ให้กับผู้ใช้งาน จึงเกิดความแตกต่างกันนั่นเอง

ในขณะที่กฏหมายยังไม่มีความชัดเจนโดยเฉพาะในเมืองไทย..ไม่รู้ว่ามีการพูดถึงกันหรือยังในระดับสภานิติบัญญัติ ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะทำคือข้อที่หนึ่ง นั่นคือการเขียน “พินัยกรรม” ที่ได้รวมเอาทรัพย์สินดิจิตอลไว้อย่างชัดเจนนั่นเอง

เพียงเท่านี้เราก็ไม่ต้องปวดหัวกับชีวิตหลังความตายของชีวิตดิจิตอลแล้วล่ะ

 

ขอขอบคุณภาพจาก : www.ft.com และ plus.google.com/+JuliaHayes/posts





Leave a Reply