Blog

ใครๆ ก็อยากพัฒนาสินค้าและบริการแห่งอนาคต ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี แต่การ ที่จะคิดหรือผลิตมันออกมาได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากทีเดียว  แล้วมันจะมีหลักเกณฑ์ใด ที่สามารถใช้ใน การพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มันประสบความสำเร็จ หรือ อย่างน้อยก็เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคได้บ้าง

“What’s the next big thing?” เป็นคำถามที่ผู้พัฒนาและผลิตสินค้าทุกรายอยากได้คำตอบ อยากให้สินค้าที่ผลิตออกมาแล้วขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (หรือเป็น The Next Big Thing นั่นเอง) แน่นอนคำตอบที่ได้รับเสมอสำหรับคำถามนี้คือ

“ถ้ารู้..กูก็รวยไปแล้วล่ะ”

วันนี้ผมได้อ่านบทความชื่อ 5 questions you should be asking about the future ซึ่งได้เลือก 5 คำถามที่สำคัญที่สุดที่บรรดาผู้บริหารหัวก้าวหน้าได้ถามและถกเถียงกันเกี่ยวกับการคิดค้น พัฒนา ผลิตสินค้าและผลบริการแห่งอนาคตว่าคืออะไร และนี่คือ 5 คำถามเพื่อการพัฒนาสินค้าและบริการ แห่งอนาคต

ผมได้เรียบเรียงและนำมาแบ่งให้อ่านตามที่ผมความเข้าใจ ในแบบของผมเอง

ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานบริษัท หรือ เป็นเจ้าของกิจการ เมื่อใดที่คุณต้องคิด พัฒนา ผลิต สินค้าและบริการ เพื่อให้ผู้อื่นใช้ ไม่ว่าจะใช้เองภายในองค์กรหรือจำหน่ายให้กับผู้บริโภคก็ตาม

ผมเชื่อเหลือเกินว่า 5 คำถามนี้จะช่วยสินค้าและบริการที่คุณกำลังขะพัฒนามีโอกาสสที่จะเป็น “The Next Big Thing” สูงขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด..มันก็ลดโอกาสที่จะล้มเหลวให้คุณได้แน่นอน

คุณรู้ว่าเป้าหมายคืออะไร แต่จะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร

การศึกษาประวัติศาตร์ของอนาคต (History of the future) คือการมองประวัติศาสตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แบบย้อนหลังไปทีละเหตุการณ์ เพื่อศึกษาว่าประวัติศาสตร์เรื่องนั้นเกิดขึ้นมาจากสาเหตุอะไร และส่งผลอย่างไรต่ออนาคตของประวัติศาสตร์นั้น

ดังนั้นเราจำเป็นต้องแยกให้ออกว่าเส้นทางของประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร และอะไรคือปัจจัยของการเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคต

เส้นทางของประวัติศาสตร์จะบอกได้เพียงว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างเป็นเหตุการณ์ๆ ไป แต่การเปลี่ยนผ่านของประวัติศาตร์บอกเราว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น

ประวัติศาสตร์ไม่สามารถก้าวจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้โดยปราศจากกระบวนการเปลี่ยนผ่าน  สินค้าใหม่ก็ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้โดยไม่มีกระบวนการเปลี่ยนผ่าน

เช่นเดียวกับเทคโนโลยี..ที่มีทั่งเส้นทางและกระบวนการเปลี่ยนผ่าน

วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือจากเครื่องกระติกน้ำเมื่อ 20 ปีก่อนมาเป็น Smartphone ในวันนี้เป็นเพียงเส้นทางของเทคโนโลยี (Technology Trajectory)

ส่วนการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี (Technology Transition) สามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้…

ในเวลาเพียง 4-5 ปี Apple และ Google ผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในตลาดโทรศัพท์มือถือ สามารถทำให้ยักษ์ผู้ครองตลาดอย่าง Nokia กลายเป็นประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าใจปัญหาของผู้บริโภคและสร้างองค์ประกอบที่จำเป็น (ที่ Nokia ไม่ได้ทำ) ขึ้นมาเพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์แบบของ Smartphone

iPhone & Andriod

 

Nokia เข้าใจเส้นทางของเทคโนโลยี (Technology Trajectory) เป็นอย่างดีว่าเป็นอย่างไรและจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ Nokia ลืมคือสาเหตุและกระบวนการของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี (Technology Transition) นั่นเอง

Nokia พยายามจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มานำเสนอให้ตลาดโดยไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ทีจะทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้มันได้อย่างง่ายๆ แต่เต็มประสิทธิภาพ ในขณะที่ Apple กับ Google รับรู้และสร้างปัจจัยเหล่านั้นขึ้นมาเช่น Smartphone ต้องมี App ดีๆ ที่มีประโยชน์กับผู้ใช้งาน จึงสร้าง App Store กับ Google Play Store มาไว้ให้เราโหลด App กัน เป็นต้น

ดังนั้นอย่ามองแต่เพียงจุดหมาย เพราะความยากและความสำคัญอยู่ที่เส้นทางในการเดินทาง วิธีในการเดินทาง รวมถึงอุปสรรคระหว่างการเดินทางไปยังจุดหมายต่างหาก

☛ คุณเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนผ่านและองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะทำให้สินค้านั้นกลายเป็น The Next Big Thing แล้วหรือยัง?

 

บทเรียนจาก Google Glass

เมื่อ 2-3 ปีก่อน Google ประกาศเปิดตัว Google Glass จนเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันไปทั่วโลกและยกย่องว่านี่คือ “มาตราฐานใหม่” ของวงการ IT เลยทีเดียว

นอกจากนั้นการจะเป็นเจ้าของ Google Class นั้นไม่ใช่ว่าคุณมีเงินก็จะซื้อมันมาได้ แต่คุณต้องส่งใบสมัครพร้อมบอกคุณสมบัติของคุณไปให้ Google แล้ว Google จะเลือกว่าใครจะเป็นผู้ที่เหมาะสมกับการได้ใช้ Google Glass เป็นกลุ่มแรก  โดย Google วางแผนที่จะส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าในเดือนพฤษภาคม 2558 ในราคา $1,500 หรือประมาณ 50,000 บาท

แต่เมื่อเดือนมกราคม 2558 Google ประกาศหยุดการผลิต Google Glass และขอยกเลิกการจองทั้งหมด

Google glass & apple watch

ทั้งนี้เพราะ Google Glass ถูกนักวิเคราะห์ให้ความเห็นเกี่ยวกับความไม่สะดวกในการใช้งานจริงดังนั้นมันเหมาะกับลูกค้ามืออาชีพเฉพาะกลุ่ม  ไม่เหมาะที่จะเป็นสินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไปอย่างที่ Google ตั้งใจ

และยังให้ข้อสังเกตุด้วยว่า ในทางกลับกัน Apple ก็ทำสิ่งเดียวกันแต่ในรูปแบบของ “นาฬิกา”

☛ สินค้าและบริการนั้นมีความเหมาะสมและไม่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าอย่างไร?

 

เลิกคิดแบบนักการตลาดยุคเดิมๆ

ความเป็นผู้ชาย การอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ความโสด และการจบปริญญาตรี ไม่ได้เป็นอะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจซื้อสินค้าซักชิ้นหนึ่ง แน่นอน..มันอาจจะเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่เหตุผลของการตัดสินใจนั้น

นักการตลาดส่วนใหญ่ยังคงใช้ข้อมูลทางประชากรศาสตร์ (Demographic) มาเป็นตัวตั้งในการผลิตและทำการตลาดให้กับสินค้า (นี่คือการทำ Market Segmentation นั่นเอง) ซึ่งจากสถิติมันแสดงให้เห็นว่ามีสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่เพียง 5% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ

ศาสตราจารย์ Clayton Christensen แห่ง Harvard Business School กล่าวว่าอัตราดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นได้อีกมากเพียงเปลี่ยนวิธีคิดใหม่โดยให้เลิกคิดว่าผู้บริโภคเป็นใคร แต่ให้คิดว่า

“สินค้าทำอะไรให้กับผู้บริโภคได้บ้าง?”

ตัวอย่างเช่น ในยามฝนตก เราใช้ร่มเพื่อกันฝน

ดังนั้นสาเหตุที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อร่ม คือร่มสามารถกันฝนให้เค้าได้

วิธีนี้จะช่วยตอบโจทย์ที่ว่า ควรจะผลิตสินค้าอะไร รวมถึงฟังก์ชั่นในการใช้งานต่างๆ ว่าจะต้องมีอะไรบ้างง่ายขึ้นมากทีเดียว

☛ มันทำอะไรให้ผู้บริโภค?

ความฝันอันยิ่งใหญ่

ทุกวันนี้เราอยู่บนโลกแห่งการ “เซลฟี่” เรากำลังให้ความสำคัญกับ “การจัดการอัตลักษณ์” ของเราบนโลกออนไลน์ ซึ่งจุดประสงค์ของการกระทำดังกล่าวก็คือให้คนมองเห็นและยอมรับตัวเราในแบบที่เราต้องการ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่เรามองเห็นและยอมรับตัวเองในเชิงจิตวิทยาต่างหาก

Danuta Hübne รัฐมนตรีกระทรวงความสัมพันธ์ยุโรป ของโปแลนด์ กล่าวว่า “เรามักจะมองว่าเราเป็นประเทศเล็กๆ แต่ในความเป็นตริงแล้ว โปแลนด์เป็นประเทศที่ใหญ่ ดังนั้นเราควรจะทำหน้าที่แบบประเทศใหญ่”

แล้วคุณมองตัวเองกับอนาคตไว้เช่นไร?

☛ คุณมั่นใจแค่ไหน? 

แล้วทรัพยากรล่ะ

นี่คือสิ่งที่คุณต้องการและต้องมีในการจะเดินไปสู่เป้าหมายของคุณ นี่คือกองทัพและอาวุธของคุณ จงเตรียมทรัพยากรต่างๆให้พร้อมไม่ว่าจะเป็น แผนงาน เงินลงทุน บุคคลากร เทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ กระบวนการผลิต และ Business Model เป็นต้น

มันหมายความว่า..กับบางอย่างที่ยังไม่มีหรือไม่พร้อม คุณอาจจะต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยมือของคุณเองก็ได้

☛ คุณมีทุกอย่างพร้อมหรือยัง? 

สรุป

ในการที่จะผลิตสินค้าแห่งอนาคตมีขั้นตอนดังนี้

คุณเข้าใจปัจจัยและกระบวนการที่จะทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจมาใช้ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้หรือยัง? ถ้าคุณเข้าใจคุณก็จะบอกได้ว่า มันเหมาะหรือไม่เหมาะกับใคร? เมื่อรู้แล้วว่าเหมาะกับใคร..คุณก็จะรู้อีกว่า มันสามารถทำอะไรให้คนเหล่านั้นได้?

แล้วคุณมั่นใจแค่ไหน ในคำตอบของคุณกับผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้?  ถ้าคุณมั่นใจแล้วก็ลองดูว่าคุณมีทรัพยากรและทุกสิ่งที่จะต้องมีพร้อมหรือยัง?

เมื่อใดที่คุณตอบคำถามได้ทั้ง 5 ข้อแล้ว ผมเชื่อว่ามีโอกาสูงที่ผลงานชิ้นนี้จะได้เป็นชิ้นโบว์แดงของคุณ

 

ที่มา : computerworld.com





Leave a Reply